แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Chanapot

หน้า: [1] 2 3 ... 46
1
บอร์ดใหม่ / เปิดตัว คูตินโญ่
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:56:46 AM »

     ต้องบอกเลยว่าไฮไลท์ของแมตช์นี้คงหนีไม่พ้นการหวนคืนเวทีลูกหนังเมืองผู้ดีของ ฟลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลียน ที่กลับมาร่วมงานกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด อีกครั้งแต่อยู่กันคนละสถานะเท่านั้น

     'สตีวี่จี' เคยสร้างผลงานร่วมกับ 'คูตี้' สมัยที่เป็นนักเตะลิเวอร์พูล และเกือบช่วย 'หงส์แดง' คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่น  2013/2014 โดยการกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งก็เหมือนกับหวนคืนวันวานที่รุ่งเรืองของทั้งคู่

 

ลุ้นฟิต โรนัลโด้, จับตา คูตินโญ่! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู เยือน แอสตัน วิลล่า
 

     แม้ว่า คูตินโญ่ จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับ บาร์เซโลน่า และต้องโดนอัปเปหิออกจากถิ่นคัมป์ นู เพื่อมาเล่นแบบยืมตัวกับ 'สิงห์ผงาด' จนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ แต่อย่าลืมว่าศักยภาพของเขายังคงอันตรายอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องความสามารถเฉพาะตัว, การเลี้ยง. และการจบสกอร์ที่คมกริบ

     แน่นอนว่าแฟน.วิลล่าคงคาดหวังที่จะเห็น คูตินโญ่ ระเบิดฟอร์มในแมตช์เปิดตัววันเสาร์นี้ แต่กระนั้นพวกเขาก็ต้องทำใจอยู่บ้าง เพราะต่อให้นักเตะมีพรสวรรค์เลิศเลอแค่ไหน แต่ด้วยขุมกำลังของทีมในเวลานี้ อาจจะยากที่จะล้มแมนฯ ยูฯ

2
เติมคอยส์ COINS เติมเงิน Mico Live, Mico เติมเพชร Mico Live, Mico

"ได้เยอะกว่าเติมผ่านแอป"
พร้อมรับสมัครวีเจ มีเงินเดือน+ค่าของขวัญ 





111Topup เปิดบริการ เติมคอยส์ เติม COINS เติมเพชร เติมรูบี้ วิธีการเติมเงิน เติมคอยส์ MICO เติม COINS เติมเพชรง่ายนิดเดียว เพียงแค่โอนเงินผ่านเลชบัญชีธนาคารของเรา แจ้งโอน พร้อมบอกเลขไอดี รอรับคอยส์ไม่เกิน 30 วินาที การันตีได้คอยส์ชัวร์ แถมเยอะกว่าเติมผ่านในแอป ไม่โกง ไม่หลอก แน่นอน โดยมีการเติมเงินแบบ 2 ช่องทางหลักคือ

1. เติมคอยส์ MICO  เติมผ่านระบบธนาคาร ATM,ฝากเงินผ่านตู้, Mobile Banking ,ผ่านเว็บไซด์ธนาคาร


2. เติมคอยส์ MICO  เติมเงินผ่านบัตรเติมเงิน ทรูมันนี่ 


111Topup รีบแอดไลน์เพื่อรับโปรโมชั่น แถมคอยส์เพิ่มขึ้น
เติมคอยส์ MICO




Add Line : @111Topup


วิธีการเติมเงิน Kitty Live, Mico Live คอยส์ COINS เพชร


1.     แอดไลน์ @111Topup (มี @ ด้วยนะคะ) เติมคอยส์ MICO, KittyLive 


2.     โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ตามที่ระบุไว้ หรือ ถ้าเติมผ่านบัตรทรูมันนี่ ให้ส่งหลักฐานบัตรมาที่ไลน์แอด @111Topup


3.     แจ้งเลขไอดี แอฟ Kitty Live, Mico ในไลน์


4.     เมื่อทีมงานรับเรื่องแล้วไม่เกิน 30 วินาทีคุณจะได้รับคอยส์ (COINS) ใน แอฟ Kitty Live, Mico


5.     เติมคอยส์ MICO, KittyLive  เปิดบริการเติมเงินทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 02.00 น. (8โมงเช้า-ตี2 ทุกวัน)


 


 


รับสมัครวีเจ ไลฟ์ มีเงินเดือน + ค่าของขวัญ เงินเดือนขั้นต่ำ 6000 บาท 


 


สมัครวีเจ เข้า สังกัด 111 ทำงาน ขั้นต่ำ 20 วัน 30 ชั่วโมงต่อเดือน ทำงานที่บ้านไลฟ์ ออนไลน์ผ่านมือถือ 


มีการันตีเงินเดือน 6000-10000 บาท สำหรับวีเจใหม่ มีเทรนด์งานก่อนขึ้น ไลฟ์ดี ตั้งใจไลฟ์ สังกัดพร้อมซัพพอร์ต ในการหายูสให้แน่นอน รายได้หลักหมื่น - ถึงแสน บาทต่อเดือน


** วีเจที่เคยไลฟ์ BIGO VIBIE YAYA MCAT MLIVE มีการันตีพิเศษ คลิ๊กเลย


สนใจสมัครวีเจ คลิ๊กเลย  https://lin.ee/0apXPWf


 

3
KTB แนะธุรกิจเกษตรและอาหารเร่งลงทุนปรับตัวสร้างทางรอดในยุค BCG Economy หวั่นกระทบส่งออก

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ภาคเกษตรและอาหารเป็นสาขาแรกๆ ที่ต้องเร่งปรับตัว หากต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม เนื่องจากเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคพลังงาน

อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ประกอบการเกษตรและอาหารของไทยกลับยังไม่พร้อมรับมือเทรนด์นี้ สะท้อนจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนค่อนข้างน้อย อีกทั้งผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 94% ซึ่งอาจทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัว

ด้านนายอภินันทร์ สู่ประเสริฐ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ในระยะข้างหน้ามาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ จะเพิ่มความเข้มข้น ทั้งมาตรการที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเกษตรและอาหารโดยตรง เช่น นโยบายฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Fork) โดยการลดการสูญสียจากอาหารขยะ การผลิต บริโภค แปรรูป และจำหน่ายอาหารอย่างยั่งยืน และการบังคับใช้ฉลากรักษ์โลกในอุตสาหกรรมอาหาร (Eco-labeling)

ส่วนมาตรการที่มีโอกาสจะขยายวงมาสู่ธุรกิจเกษตรและอาหาร เช่น มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Tax) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทางการค้าต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ และอาหารสัตว์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเมื่อเทียบกับภาพรวมสินค้าเกษตรด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปยังทั้งสองตลาดรวมกันสูงถึง 7 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจเกษตรและอาหารอีกอย่างน้อย 7 แสนล้านบาทในช่วงปี 2563-2593 หรือเฉลี่ยปีละ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยราว 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้สามารถแบ่งรายละเอียดการลงทุนออกเป็น 3 ด้านหลักๆ คือ

1. เพิ่มการลงทุนในด้านการปลิตอาหารจากพืช หรือโปรตีนจากพืช (Plant-based food) ใช้เงินลงทุนประมาณ 4.8 แสนล้านบาท

2. เพิ่มการลงทุนในการจัดการระบบปศุสัตว์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.8 แสนล้านบาท

3. เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อช่วยลดทอนผลกระทบจากความเสียหายที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจสูงถึง 8.4 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายใต้กฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ๆ โดยใช้เงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

สำหรับแนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการ จากตัวอย่างของเทคโนโลยีเกษตรรักษ์โลกที่เป็นที่นิยมในไทย คือ การนำของเสียที่ได้จากโรงงานผลิตปศุสัตว์มาเปลี่ยนเป็นก๊าซชีวภาพ การนำสินค้าเกษตรและวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรไปผลิตเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดก๊าซได้ถึง 70% และการปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง (AWD) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ราว 30%

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS แนะนำ 3 หมวดเทคโนโลยีด้านเกษตรที่คาดว่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคต คือ 1. การปรับปรุงระบบการจัดการด้านปศุสัตว์ 2. การปรับปรุงระบบการจัดการด้านการเกษตร และ 3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรัปประทานอาหารของผู้บริโภค

สำหรับมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ที่หลายประเทศกำลังบังคับใช้ สะท้อนถึงผลจาก Climate Change ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกปี 2567 คาดว่าจะเห็นการ "ยกระดับ" มาตรการและข้อบังคับให้เข้มข้นขึ้น ทั้งยังขยายความครอบคลุมไปยังภาคเกษตรและอาหารในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของประเทศไทย ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มตื่นตัวอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซในรูปแบบใหม่ๆ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมลด ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้เล่นใน Ecosystem อย่าง SMEs ควรตื่นตัวรับกระแส Net Zero Emission ซึ่งเป็นเหมือนทางรอดของธุรกิจในยุคที่ BCG Economy กำลังมีบทบาทสำคัญต่อโลกมากขึ้นทุกขณะ

"ถ้าธุรกิจไม่การปรับตัวเลยน่าจะลำบาก โดยเฉพาะด้านการค้า ภายใต้แรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญๆ ที่มีแนวโน้มออกกฎระเบียบทางการค้าใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกหากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน ผู้ประกอบการจึงต้องคำนึงถึงมาตรฐาน ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร รวมทั้งต้องให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น" นายอภินันทร์ กล่าว
นายอภินันทร์ กล่าวถึงสถานการณ์ของราคาสุกรที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ว่า เหตุเริ่มมาจากช่วงปี 2557-2558 ที่เกษตรกรเริ่มทยอยเลิกเลี้ยงสุกรลดลงเรื่อยๆ ประกอบกับประสบกับโรคระบาด ส่งผลให้สุกรจะลดลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกราคายังยืนสูงอยู่ แต่ช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์น่าจะบรรเทาลง จากมาตรการของรัฐที่ออกมา และโรคระบาดที่เริ่มบรรเทาลง ทั้งนี้ เรื่องราคาสุกรที่เพิ่มขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อมากนัก โดยโอกาสที่ราคาสุกรจะขึ้นไปถึง 300 บาทต่อกิโลกรัมนั้นเป็นไปได้น้อยมาก หากรัฐยังคงตรึงราคาไว้อยู่ และหากมีแนวโน้มที่ราคาจะขึ้นไปถึงระดับนั้น ภาครัฐก็น่าจะมีมาตรการออกมา เช่น การนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ เป็นต้น

ด้าน น.ส.พิมฉัตร เอกฉันท์ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ในปี 63 ภาคเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.7 หมื่นล้านตัน CO2eq หรือคิดเป็น 30% โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดว่าในปี 2593 ภาคเกษตรและอาหารจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกแตะ 2 หมื่นล้านตัน CO2eq โดยประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 3 ของประเทศในอาเซียน ส่วนภาคเกษตรของไทยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ การเพาะปลูกข้าว 50.7% รองลงมาคือการใช้ดินปลูกพืช 22.7% และการเลี้ยงปศุสัตว์ 20.7%

"การลดการปล่อยก๊าซในประเทศไทยค่อนข้างมีความท้าทายสูง หากทุกภาคส่วนยังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรม การจะไปถึงเป้าหมายในปี 2593 จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ปัจจุบันผู้ประกอบการด้านเกษตรและอาหารไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่พร้อมรับเทรนด์ Net Zero Emission โดยมีโครงการภาคเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน T-VER น้อยมาก" น.ส.พิมฉัตร กล่าว
ดังนั้น ธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยต้องใส่ใจเทรนด์ Net Zero Emission อย่างจริงจัง ดังนี้

1. ภาคเกษตรไทยมีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคาดว่าจะสร้างความเสียหายเฉลี่ย 1.8-8.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

2. ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นกับผลกระทบจากอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

3. บริษัทเกษตรและอาหารสำคัญของโลกต่างมุ่งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง

4. เทคโนโลยีด้าน Climate Tech ก้าวหน้าไปมาก เอื้อต่อการนำมาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ เริ่มเห็นการลงทุนของ Startup ใน Climate Tech ของกลุ่มเกษตรกรและอาหารที่มีเม็ดเงินที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า สำหรับสัดส่วนของ GDP ในปี 65 ยังคงไว้ที่ 3.8% โดยได้มีการประเมินความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนไว้แล้ว ซึ่งโอมิครอนนั้นจะส่งผลให้ไทยมีการชะลอการใช้จ่ายออกไปบ้าง อย่างไรก็ดี เมื่อมองสถานการณ์ในต่างประเทศที่ประสบกับโอมิครอนมาก่อนหน้าประเทศไทย จะเห็นได้ว่าไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ความรุนแรงของโรคลดลง ดังนั้น สำหรับประเทศไทย มองว่าสถานการณ์โอมิครอนจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงจนต้องมีการล็อกดาวน์ โดยจะมีผลกระทบในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. 65 และหลังจากนั้นสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย ด้านการส่งออกยังไม่ได้รับผลกระทบจากโอมิครอน

4
'บมจ.บีบีจีไอ' ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ยื่นไฟลิ่งเข้าจดทะเบียนใน SET

บมจ.บีบีจีไอ หรือ BBGI ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 433.20 ล้านหุ้น ชูจุดแข็งเป็น Flagship ของกลุ่มบางจากและกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ในด้านผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว โดยแต่งตั้ง บล.กรุงไทย ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ("BBGI" หรือ กลุ่มบริษัทฯ) เปิดเผยว่า ด้วยจุดแข็งของ BBGI ที่เริ่มต้นมาจากการผนึกกำลังของ 2 ผู้นำธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products) ระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบางจากฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทยที่มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรมสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับ ที่ 4 ของประเทศ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลทรายอย่างครบวงจร ทำให้ BBGI มีรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว

ทั้งนี้ BBGI ดำเนินธุรกิจโดยการเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ประกอบด้วย (1) ธุรกิจหลัก คือธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products) ประเภทผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ได้แก่ ไบโอดีเซล กลีเซอรีนบริสุทธิ์เกรดอาหารและยา เอทานอล แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเกรดเภสัชกรรม และ (2) ธุรกิจอื่น คือธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง (High Value Bio-Based Products หรือ HVP) ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพ (Health and Well-Being) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยจดสิทธิบัตรหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง BBGI เป็นเจ้าของหรือได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายไบโอดีเซลชั้นนำของไทย จำหน่ายแก่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศทั้งบางจากฯ และผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ๆ โดยมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิตรวม 1,000,000 ลิตรต่อวัน นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าเอทานอลชั้นนำของประเทศ จำหน่ายแก่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดียวกับธุรกิจไบโอดีเซล โดยมีโรงงานผลิตเอทานอลทั้งหมด 3 แห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และ ฉะเชิงเทรา กำลังการผลิตรวมสำหรับเอทานอลทั้งหมด 600,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตเอทานอล เพิ่มอีก 200,000 ลิตรต่อวัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้แก่ประเทศ

ในปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ ได้เริ่มนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ดูแลและส่งเสริมสุขภาพ และมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว ผ่านการเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพ หรือ ธุรกิจชั้นนำที่มีความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล Bio-Circular-Green Economy (BCG) 2564 - 2569 ของภาครัฐ เพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

"วิสัยทัศน์ของเรา คือ มุ่งสู่การเป็นผู้นำกลุ่มบริษัทผลิตภัณฑ์ชีวภาพระดับนานาชาติ ที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมสีเขียว บนแนวทางความยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะเน้นเพิ่มความหลากหลายในการทำธุรกิจและนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในการดูแลสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยมีแผนสร้างการเติบโตในธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ด้วยการศึกษา วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำองค์ความรู้ต่อยอดสร้างระบบและฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียวในประเทศไทย พร้อมจับมือเครือข่ายพันธมิตร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายกิตติพงศ์ กล่าว

นางสาวบุษราภรณ์ จันทร์ชูเชิด รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 บมจ.บีบีจีไอ ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 433.20 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2.50 บาท คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด แบ่งเป็น

ส่วนที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบางจากฯ และ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Rights)
ส่วนที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมถึง ผู้มีอุปการะคุณของบริษัทฯและบริษัทย่อย หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง ("Cornerstone Investors") (ถ้ามี) และผู้ลงทุนสถาบัน
ปัจจุบัน BBGI มีทุนจดทะเบียน 3,615.00 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,446.00 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2.50 บาท โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งสิ้น 2,532.00 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,012.80 ล้านหุ้น โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งนำไปลงทุนขยายกิจการ และลงทุนในโครงการในอนาคตของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินการ ของกลุ่มบริษัทฯ และบริษัทย่อย ส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงินและชำระคืนหุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ซึ่งบริษัทฯ จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

5
รัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ร่วมผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ หนุนไทยเป็นฐานผลิตรถ EV

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน การหารือทวิภาคีร่วมกับนายฮากิอูดะ โคอิจิ (H.E. Mr. HAGIUDA Koichi) รมว.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น ว่า ได้มีการหารือถึงความร่วมมือในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนและต่อยอดเพื่อการทำอุตสาหกรรม BCG ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างสรรค์การทำอุตสาหกรรมใหม่ และได้มีการร่วมมือหลายด้านผ่านทางเจโทร และทางทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า นายฮากิอูดะ ได้ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยยังเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่สำคัญกับประเทศญี่ปุ่น และยังเดินหน้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังให้ไทยเป็นฐานการผลิต และยังพิจารณาให้ไทยเป็นฐานในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในการที่จะให้ไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หรือลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็น 0 ในปี 2050 หรือ ลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น 0 ในปี 2065 ก็จะร่วมกันทำ เพราะจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน

6
จีนพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในเมืองต้าเหลียน หวั่นส่งผลห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด

ทางการจีนยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในเมืองต้าเหลียน 1 รายในวันนี้ ซึ่งถือเป็นเมืองที่ 3 ที่พบการติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่า ไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีกิจกรรมด้านการค้าขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และจะยิ่งทำให้วิกฤตห่วงโซ่อุปทานทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโอมิครอน 1 รายในเมืองต้าเหลียนซึ่งเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่อันดับสองของจีนและมีประชากรราว 7 ล้านคน ส่วนอีกรายหนึ่งมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกแต่ยังไม่ทราบสายพันธุ์ โดยผู้ติดเชื้อทั้งสองรายเป็นนักศึกษาที่เดินทางกลับบ้านในเมืองเทียนจินเพื่อฉลองวันหยุดในเทศกาลตรุษจีน

ต้าเหลียนเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีน และเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของบริษัทต่างชาติ เช่นแอร์บัส และโฟล์คสวาเกน

ทั้งนี้ ไวรัสโอมิครอนได้แพร่ระบาดเข้าสู่จีนแม้ว่าทางการจีนเข้มงวดในการใช้นโยบาย Zero-COVID ก็ตาม โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของจีนยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโอมิครอนในเมืองเทียนจินและเมืองอันหยาง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนประกาศล็อกดาวน์เมืองเทียนจินบางส่วน และล็อกดาวน์เมืองอันหยางอย่างเต็มรูปแบบ โดยในเมืองอันหยางนั้น ประชาชนถูกสั่งห้ามออกจากบ้าน และห้ามใช้รถยนต์ทุกประเภท นอกจากนี้ บริษัทเอกชนทุกแห่งในเมืองอันหยางได้ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินงานจนกว่าความเสี่ยงของไวรัสโอมิครอนในเมืองอันหยางจะถูกขจัดให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง

ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโอมิครอนในจีนส่งผลให้โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2565 ลงสู่ระดับ 4.3% จากเดิมที่ระดับ 4.8% โดยเตือนว่าจีนกำลังเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นในการควบคุมการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน

7
อิสราเอลติดโควิดวันเดียวกว่า 48,000 ราย ขณะฉีดวัคซีน 3 เข็มกว่า 4 ล้านราย

กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวน 48,095 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดในปี 2563 ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศอยู่ที่ 1,669,629 ราย

ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 16 ราย สู่ระดับ 8,290 ราย

ทั้งนี้ อิสราเอลเป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยขณะนี้มีชาวอิสราเอลจำนวน 468,699 รายที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ขณะที่จำนวน 4.37 ล้านราย หรือ 46.2% ของประชากรทั้งประเทศ ได้รับการฉีดวัคซีน 3 เข็ม

แอฟริกาติดโควิดทะลุ 10,000,000 ราย ตายกว่า 230,000 ราย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วทวีปแอฟริกาอยู่ที่ระดับ 10,159,243 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 แตะระดับ 232,363 ราย

ทั้งนี้ พื้นที่ทางตอนใต้ของทวีปมีการแพร่ระบาดรุนแรงที่สุด โดยแอฟริกาใต้มีผู้ติดเชื้อ 3,540,891 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดของแอฟริกา ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 92,830 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดของแอฟริกาเช่นกัน

8


ทุกวันนี้ คนหันมาให้ความสำคัญกับสกินแคร์กันเยอะขึ้น ด้วยเหตุว่าไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือออกไปข้างนอก เราก็ยังต้องพบเจอกับมลภาวะและแสงแดดกันอยู่ทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สกินแคร์จึงเข้ามาทำหน้าที่ในการฟื้นบำรุงผิวหน้าของเราที่ถูกทำร้ายให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่งสุขภาพดีอีกครั้ง และนอกจากเซรั่มหรือโลชั่นบำรุงผิวหน้าแล้ว “เอสเซ้นส์” ก็เป็นหนึ่งในสกินแคร์สุดฮิตที่คนหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนผิวมันและผิวบอบบาง หากพูดว่าเอสเซ้นส์เฉย ๆ บางท่านอาจยังไม่รู้จักดี แต่ถ้าบอกว่า “น้ำตบ” ล่ะก็ คงจะอ๋อกันใช่ไหมล่ะคะ ในครั้งนี้เราจะพาไปดูว่าเอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้านั้นมหัศจรรย์อย่างไรบ้าง

1. เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว
โดยรวม เอสเซ้นส์จะมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำคล้ายเจล อนุภาคเล็ก และด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบา ทาง่าย สามารถซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว หลายคนติดใจเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเกลี่ยนานมาก แค่ถูเข้ากับมือตัวเองแล้วนวดลงบนผิวหน้าเบา ๆ เท่านี้ก็เสร็จแล้ว นับว่าเป็นขั้นตอนการดูแลผิวหน้าที่ใช้เวลาน้อย แต่ได้ประโยชน์มากเลย

2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
ใบหน้าของคนเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างจำกัด แต่เอสเซ้นส์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถนั้น เอสเซ้นส์จะทำให้ผิวหน้าของเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้มากขึ้น เมื่อใช้แล้วผิวหน้าของเราจึงดูอิ่มน้ำ เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน ทำให้ผิวหน้าของเราดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีได้ในทันที

3. เพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวดูดซึมมอยส์เจอไรเซอร์ได้ดียิ่งขึ้น
เนื่องด้วยเอสเซ้นส์นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และคุณสมบัติที่ใช้น้ำเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตัวใด หากทาเอสเซ้นส์ลงไปก่อน ผิวหน้าของเราก็จะซึมซับสารบำรุงจากเซรั่มและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ต่าง ๆ ให้ซึมซาบลงสู่ผิวได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นหลังการล้างหน้าล้างตาทุกครั้ง อย่าลืมซับผิวหน้าให้แห้ง เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ทาเอสเซ้นส์ และปิดท้ายด้วยครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตามต้องการได้เลย

4. ลดอาการระคายเคืองจากการเผชิญกับมลภาวะ
เอสเซ้นส์มีความสามารถในการลดอาการระคายเคืองที่อาจเกิดจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน และสภาพอากาศ รวมทั้งสามารถลดการอักเสบของสิวอุดตันได้ และช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ผิวด้วย เหมาะสมกับทุกสภาพผิวเพราะว่าเนื้อที่บางเบาจะไม่ก่อให้เกิดการอุดตันและไม่ทำให้เกิดสิวนั่นเอง

และทั้งหมดนี้คือประโยชน์แน่น ๆ ที่เราได้จากเอสเซ้นส์หรือน้ำตบ ท่านไหนที่กำลังมองหาสกินแคร์ให้ครบเซตทุกขั้นตอน อย่าลืมบวกเจ้าน้ำตบลังโคม Clarifique Dual Essence เข้ากระบวนการดูแลผิวหน้าในทุก ๆ วันด้วยนะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/clarifique-dual-essence/00369-LAC.html

9
อุปกรณ์เล่นฟิตเนสที่ควรมีติดบ้าน! ควรมีติดบ้าน!

อุปกรณ์เล่นฟิตเนสที่ควรมีติดบ้าน!!ผมขอย้ำเลยนะครับว่าควรมีติดบ้าน!! สำหรับในยุคปัจจุบันที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการออกไปออกกำลังกายนอกบ้านหรือการไปฟิตเนสนั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นอย่างมาก ดังนั้นในวันนี้เราจึงได้มีบทความดีๆมาเอาใจผู้ที่ชื่นชอบออกกำลังกาย กับอุปกรณ์ฟิตเนสที่ทุกท่านควรที่จะมีติดบ้านเอาไว้ ซึ่งเราจะพาไปทำความเข้าใจถึงข้อดีของมันว่ามีไว้ติดบ้านแล้วดีอย่างไร ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดเรื่องราวดีๆแบบนี้เลย

Facebook : CCT Fitness นำเข้าเครื่องออกกำลังกาย
Tel: 089-750-7380
สนใจชมตัวอย่างสินค้า >> https://goo.gl/maps/RBNaNTLmk8LD3T2A8  อุปกรณ์เล่นฟิตเนส

10

สำนักข่าวซินหัวรายงานข้อมูลในวันนี้จากกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย ซึ่งระบุว่า อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 194,720 รายภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ในจำนวนดังกล่าวเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน 4,868 ราย โดยมาจากรัฐมหาราษฏระ 1,281 ราย, รัฐราชสถาน 645 ราย และนครเดลี 546 ราย ส่งผลให้ยอดติดเชื้อสะสมพุ่งขึ้นเป็น 36,070,510 รายในวันนี้

จากข้อมูลดังกล่าว นับว่าอินเดียมีผู้ติดเชื้อรายวันสูงเกิน 150,000 รายเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นยอดผู้ติดเชื้อสูงสุดในวันเดียวในรอบกว่า 8 เดือน

นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวานนี้ (11 ม.ค.) มีรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มขึ้น 442 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 484,655 ราย

ปัจจุบัน อินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิดที่กำลังรักษา 955,319 ราย คิดเป็นรายใหม่ 133,873 ราย สร้างสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังรักษาตัวอยู่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 15

ส่วนยอดผู้ติดเชื้อที่หายแล้วและออกจากโรงพยาบาลแล้วมีทั้งสิ้น 34,630,536 ราย คิดเป็นรายใหม่ 60,405 ราย ในจำนวนนี้มีคนที่หายจากสายพันธุ์โอมิครอนและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 1,805 ราย

 

11
จำหน่าย พื้นยางฟิตเนส หรือ ยางพื้นปูฟิตเนส ที่ใช้สำหรับภายในบ้านและภายในยิม

พื้นยางฟิตเนส นำเข้าจากต่างประเทศคุณภาพดีและได้มาตราฐาน ยางเป็นแบบ EDMP 25 mm ไม่มีกลิ่นเหม็นสามารถใช้ได้ทั้งภายในบ้านและภายในยิม

Facebook : CCT Fitness นำเข้าเครื่องออกกำลังกาย
Tel: 089-750-7380
สนใจชมตัวอย่างสินค้า >> https://goo.gl/maps/RBNaNTLmk8LD3T2A8 

12
JMT-W4 ปิดเทรดวันแรก 12 บาท โบรกฯให้กรอบมูลค่า 10.193-11.852 บาท

JMT-W4 ปิดเทรดวันแรกที่ 12 บาท มูลค่าซื้อขาย 116.76 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 10.20 บาท ราคาขึ้นไปสูงสุด 15.50 บาท ราคาต่ำสุด 10.20 บาท

ขณะที่หุ้น JMT ปิดที่ 67.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท (+1.88%) มูลค่าซื้อขาย 750.00 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 67.25 บาท ราคาขึ้นสูงสุด 68.25 บาท ราคาต่ำสุด 66.00 บาท

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯ ประเมินใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิส (JMT-W4) ตาม Black-Scholes แบบ Conservative จะได้มูลค่าในกรอบ 8.139-9.551 บาท เมื่อราคาหุ้น JMT เคลื่อนไหวในกรอบ 64.75-68.25 บาท โดยมี Dividend yield 1.29%, Dilution effect 10.24%, Risk free rate 2.00%, Volatility 37%

ส่วนมูลค่าเหมาะสมตาม Black-Scholes แบบ Aggressive ของ JMT-W4 จะได้มูลค่าในกรอบ 10.193 -11.852 บาท เมื่อราคาหุ้น JMT เคลื่อนไหวในกรอบ 64.75 -68.25 บาท โดยมี Risk free rate 2.00, Volatility 37%

JMT-W4 มีจำนวนออก 70.50 ล้านหน่วย ให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในอัตราส่วน 15.98 หุ้นดิม : 3.418 หุ้นใหม่ที่ราคา 41.50 บาท : 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ (ขึ้นครื่องหมาย XRW ในวันที่ 5 พ.ย.64) อัตราใช้สิทธิ 1 : 1 @ 90 บาท อายุ 3 ปี สามารถใช้สิทธิได้ในวันทำการสุดท้ายของทุกไตรมาส และใช้สิทธิได้ครั้งแรกในวันที่ 31 มี.ค.65 และครั้งสุดท้ายในวันที่ 27 ธ.ค.67 ซึ่งเป็นวันหมดอายุ

13
แฟลช เอ็กซ์เพรส จับมือ TNP เปิดจุด Drop Off 38 สาขาทั่วภาคเหนือตอนบน

นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ พาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจแฟลช เปิดเผยว่า บริษัทจับมือกับ บมจ. ธนพิริยะ (TNP) เปิดจุดส่งพัสดุ (Drop Off) จำนวน 38 สาขาทั่วภาคเหนือตอนบน เพื่อให้การขยายธุรกิจเป็นไปตามทิศทางของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทยแบบครบวงจร สตาร์ทอัพไทยรายแรกที่ก้าวสู่ยูนิคอร์นระดับสากล ที่ได้วางเป้าหมายขยายช่องทางการให้บริการขนส่งพัสดุให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น

"เราให้ความสำคัญกับการมองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ดี เพื่อมีส่วนช่วยสนับสนุน และรองรับในด้านปริมาณของผู้ใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้น ธนพิริยะ นับเป็นบริษัทค้าปลีกและค้าส่งที่มีศักยภาพสูง ทั้งยังเป็นที่รู้จัก และยอมรับในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยในแต่ละวันรวมทุกสาขากว่า 20,000 คน และมีสาขากระจายในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย เราจึงมองว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางในการใช้บริการขนส่งพัสดุที่ครอบคลุมในส่วนของภูมิภาคมากยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตต่อไป" นางจรัสพักตร์ กล่าว
ด้านภ.ญ.อมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ TNP กล่าวว่า บริษัทมีสินค้าจำหน่ายภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 15,000 รายการ ครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภค และบริโภค รวมทั้งเครื่องสำอาง กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และยาสามัญประจำบ้าน โดยปัจจุบัน ธนพิริยะ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 38 สาขา แบ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต 37 สาขา และศูนย์ค้าส่ง 1 สาขา ตั้งอยู่ใน 3 จังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 30 สาขา จังหวัดพะเยา 5 สาขา และจังหวัดเชียงใหม่ 3 สาขา และตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือให้มากที่สุด

สำหรับการ จับมือกับ แฟลช เอ็กซ์เพรส เปิดจุดส่งพัสดุ (Drop Off) ในครั้งนี้เพื่อต้องการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมอย่างครบวงจร และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดูแลลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในการส่งพัสดุกับ แฟลช เอ็กซ์เพรส ณ สาขาของธนพิริยะ ทั้ง 38 สาขาในโซนภาคเหนือ และในปี 2565 นี้เราเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อรองรับกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกหนึ่งข้อสำคัญกับการจับมือกับ แฟลช เอ็กซ์เพรส ในครั้งนี้ถือเป็นการตอบโจทย์เรื่องการขยายธุรกิจสู่รูปแบบออนไลน์ให้มากขึ้น โดยในอนาคตอันใกล้เรามุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างราคาที่คุ้มค่าแบบโมเดิร์นเทรด และความสะดวกสบายแบบร้านสะดวกซื้อ ภายใต้สโลแกน "ราคาถูกจริง ช้อปปิ้งถูกใจ อยู่ใกล้บ้านคุณ

"ทางธนพิริยะ เรามุ่งมั่นที่จะมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้า ซึ่งการที่ได้ร่วมงานกับผู้บริการด้านขนส่งที่มีศักยภาพและจุดกำเนิดจากชาวเชียงรายเช่นเดียวกันอย่าง แฟลช เอ็กซ์เพรส ส่งผลให้เพิ่มการบริการลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น และจากที่ธนพิริยะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น ที่มีสาขากระจายครอบคลุมในเขตพื้นที่ชุมชน จึงสามารถอำนวยความสะดวกในการส่งพัสดุผ่านจุด Drop off ที่สาขาใกล้บ้านได้ และในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อของผ่านช่องทาง Online มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การเสริมบริการด้านการส่งสินค้าจึงมีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาโมเดลธุรกิจค้าปลีกต่อไป" ภ.ญ.อมร กล่าว

14

เคพีเอ็มจี บริษัทด้านการเงิน ระบุ ซีซั่นก่อน แมนฯ ซิตี้ ทำรายได้ไป 537 ล้านปอนด์ ส่งผลให้มันเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำรายได้ต่อ 1 ซีซั่นได้มากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด โดยหากเทียบกับฤดูกาล 2019-20 แล้วนั้น รายได้ของ "เรือใบสีฟ้า" ก็พุ่งขึ้นถึง 17 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

    แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถทำรายได้จากเมื่อฤดูกาล 2020-21 ได้ 537 ล้านปอนด์ (ประมาณ 24,165 ล้านบาท) ซึ่งมันถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำรายได้ต่อ 1 ซีซั่นได้มากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามการเปิดเผยของ เคพีเอ็มจี บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน

    ตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ประสบความสำเร็จกับผลงานในสนามอย่างมากจากการได้แชมป์เป็นกอบเป็นกำ สวนทางกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่เคยได้แชมป์อะไรเลยมาตั้งแต่ปี 2017 แต่ที่ผ่านมา "ปีศาจแดง" ยังสามารถทำเงินได้มากกว่าคู่ปรับร่วมเมืองอยู่

    ทั้งนี้ ฤดูกาลก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด ทำรายได้ไป 464 ล้านปอนด์ (ประมาณ 20,880 ล้านบาท) น้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ ถึง 73 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,285 ล้านบาท) โดยในฝั่งของ "เรือใบสีฟ้า" นั้น มันถือว่ารายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นจากซีซั่น 2019-20 ถึงราว 17 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ของ แมนฯ ซิตี้ เหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเพราะซีซั่นก่อนมันต้องเตะกันแบบไม่มีคนดูเกือบจะตลอดทั้งฤดูกาล จนทำให้รายได้จากวันที่มีการแข่งขันหายไป โดยเฉพาะเรื่องค่าตั๋ว ขณะที่ผลงานในสนามของ แมนฯ ซิตี้ ก็เหนือกว่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้แชมป์ลีก, แชมป์ คาราบาว คัพ และการไปถึงรอบชิงชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่งผลให้พวกเขาได้เงินจากผลงานเหล่านั้นเยอะในระดับหนึ่ง

15

เกมวุ่นของศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ยังไม่ยุติง่ายๆ ล่าสุด ตูนีเซีย ร้องขอเตะรีเพลย์แม็ตช์กับ มาลี ขณะที่ผู้ตัดสินจอมฉาวซึ่งเป่านกหวีดจบเกมก่อนครบ 90 นาทีถึงสองรอบถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากอาการขาดน้ำ
    เกมในรอบแรกของกลุ่มเอฟเมื่อวันพุธที่ผ่านมาจบลงอย่างอลหม่านเนื่องจาก แจนนี่ ซิคาซวี่ ผู้ตัดสินชาวแซมเบียก่อเรื่องน่าฉงนเป่าจบเกมตั้งแต่นาทีที่ 85 ก่อนยอมให้เล่นกันต่อหลังรู้ถึงความผิดพลาด

    อย่างไรก็ดี ผ่านมาถึงนาทีที่ 89 เขาก็เป่าจบเกมอีกหนทั้งๆที่เวลายังไม่ครบ 90 นาที อีกทั้งต้องมีการทดเวลาตามปกติด้วย

    ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ฝ่าย ตูนีเซีย ซึ่งตกเป็นรอง 1-0 จะโวยวายว่าเกมยังไม่จบ แต่ท่านเปาก็ไม่ฟัง และทำให้เจ้าหน้าที่สนามต้องเข้ามาอารักขาความปลอดภัยให้เขา

    กระทั่งเวลาของการประท้วงล่วงเลยไปนาน 40 นาที เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขันก็สั่งให้เกมกลับไปเล่นกันต่อให้จบโดยทีม มาลี กลับไปรอในสนาม แต่ขุนพลทีมชาติ ตูนีเซีย ฉุนขาดนั่งรถบัสออกจากสนามไปแล้วหลังอาบน้ำเรียบร้อยจึงทำให้ผู้ตัดสินจอมเพี้ยนเป่านกหวีดจบเกมหนที่สามโดย มาลี เป็นฝ่ายกำชัย 1-0

    กระทั่งล่าสุดเมื่อ 13 ม.ค. บีอินสปอร์ตส์ ได้รายงานว่า ตูนีเซีย ยื่นเรื่องขอเตะรีเพลย์แม็ตช์กับ มาลี แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าแจ้งว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่

    ขณะเดียวกัน เอสซัม อับเดล ฟาตาห์ หัวหน้าผู้ตัดสินของทัวร์นาเมนต์ได้แจ้งว่า ซิคาซวี่ มีปัญหาในการเป่านกหวีดเนื่องจากเขามีอาการฮีทสโตรค และขาดน้ำอย่างหนักโดยสภาพอากาศในเมือง ลิเบ้ ของ แคเมอรูน ชาติเจ้าภาพมีอุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส จึงทำให้เขาเกิดความสับสนในเรื่องเวลา

    พร้อมกันนี้ อับเดล ฟาติห์ ยังเสริมด้วยว่า ซิคาซวี่ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วเพื่อเข้ารับการดูแลจากแพทย์

    "ผู้ตัดสินมีอาการฮีทสโตรค และขาดน้ำอย่างหนักซึ่งทำให้เขาขาดสมาธิ และเขาถูกส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว" อับเดล ฟาติห์ เอ่ย

   "มันส่งผลทำให้เขาหลงเวลา และเขาเป่าจบเกมในนาทีที่ 85 เขากลับไปทำหน้าที่ต่อหลังได้รับแจ้งจากสตาฟฟ์ผู้ตัดสิน และเป่าจบเกมอีกหนในนาทีที่ 89"

   "ในเมื่อเกิดเหตุวุ่นวาย ผู้ตัดสินที่สี่สามารถทำหน้าที่แทนจนจบเกมได้ แต่อีกทีมหนึ่งปฏิเสธที่จะกลับไปเล่นต่อ"

หน้า: [1] 2 3 ... 46